ติดบาร์โหนอย่างไรไม่ให้หลุด และ รับน้ำหนักได้ดี 1



วิสาโลาหร้บพุทธศาสนาแบบเถรวาทซึ่งให้ความสำคัญกับลังฆบริษ้ทมากโดยเฉพาะในกรณีประเทศไทย โครงสร้างของคณะสงฆ์ตลอดจนความสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ ในสังคมนั้น มีผลอย่างมาก ไม,เฉพาะต่อแบบแผนการปฏิบัติของพระสงฆ์ หากยังรวมถึงความเชื่อและการปฏิบัติของฆราวาสทั่วไปด้วย ดังเห็นได้จากอดีตว่าหลังจากการปฏิรูปคณะสงฆ์โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส การนับถือพุทธศาสนาของคนไทยได้กลืนเข้าสู่รูปแบบเดียวกันหมด แต่ความหลากหลายก็เริ่มกลับคืนมา และบานปลายเมื่อคณะสงฆ์อ่อนกำลัง ความแข็งทื่อลงร่องยิ่งซํ้าเติมสถานการณ์ เพราะนอกจากจะไม่สามารถชี้นำพระสงฆ์ให้ปรับตัวปรับบทบาทอย่างสมสมัยแล้ว ยังปล่อยให้   วิสาโลเหตุปัจจัยแห่งความเสือมของสังฆมณฑลลุกลามออกไป    จนผู้คนเสือมศรัทธาในพระสงฆ์ เป็นผลให่ไปเข้าหาลัทธิความเชื่อใหม่ๆ ทั้งในและนอกพุทธศาสนา ขณะที่พระที่ประพฤติตัวอิสระหรืออยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ปกครองสงฆ์ก็มีเพิ่มขึ้นทุกทีปัญหาทางด้านองค์กรของคณะสงฆ์ไทยนั้นมี 3 ประการใหญ่ๆ คือ

1)    โครงสร้างที่รวมศูนย์และไร้ประสิทธิภาพติดตั้งบาร์โหน
2)    ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐ
3)    ความเหินห่างจากสังคมสู่การกระจายอำนาจ

ตั้งแต่อดีตจวบจนเมื่อร้อยปีที่แล้ว การปกครองคณะสงฆ์ไทยมีลักษณะรวมศูนย์แต่ในทางทฤษฎี แม้จะมีพระสังฆราชเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดของ “คณะสงฆ์', โดยมีเจ้าคณะต่างๆ และพระราชาคณะอยู่ลดหลั่นลงมาแต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่เคยมีองค์กรของสงฆ์ที่ทำหน้าที่ปกครองหรือดูแลกิจการของพระโดยรวมเลย พระสังฆราชก็ไม่เคยมีอำนาจการปกครองพระสงฆ์ทั้งอาณาจักรอย่างแท้จริง อย่างมากก็ดูแลวัดหลวงและวัดในสังกัดอีกไม่กี่วัด ส่วนใหญ่แล้ววัดแต่ละวัดปกครองกันเอง โดยอยู่ในกำกับของชุมชนอีกที ยกเว้นวัดที่รวมกลุ่มเป็น  บาร์โหนตั้งพื้น “นิกาย'’ เดียวกัน อาจมีการดูแลวัดภายในกลุ่มเดียวกัน ส่วนวัดหลวงในราชธานีและหัวเมืองก็อาจอยูใกล้พระเนตรพระกรรณมากหน่อยต่อเมื่อพระทั่วประเทศถูกดึงให้มาขึ้นอยู่กับมหาเถรสมาคมในสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นแหละ คณะสงฆ์ในความหมายปัจจุบันจึงเกิดขึ้น และเป็นครั้งแรกที่การปกครองคณะสงฆ์แบบรวมศูนย์เกิดขึ้น ในทางปฏิบัติ แม้ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงในปี 2484 ทำให้คณะสงฆ์มีการปกครองแบบประชาธิปไตยมากขึ้น แต่หลังจาก พ.ศ. 2505 เป็นต้นมาก็กลับมาสู่แบบแผนเดิม คือมีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุดที่ดูแลรับผิดชอบคณะสงฆ์ทั้งหมด เหมือนรัฐบาลตรงที่ทำหน้าที่การปกครองส่วนกลาง แต่ไม่มีกระทรวงที่จะบริหารงาน    หรือแปรนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ มหาเถรสมาคมจึงทำได้แค่การออกกฎ คำสั่ง และมติ (ตามข้อเสนอของกรมศาสนา) ส่วน'ใหญ่แล้วผู้ที่'จะ'นาผลสรุปดังกล่าวไปปฏิบัติก็คือ เจ้าคณะภาค  บาร์โหนอเนกประสงค์  เจ้าคณะจังหวัด ลงไปถึงเจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบล จนที่สุดก็เจ้าอาวาส (โดยการประสานงานกระตุ้นและติดตาม ของกรมการศาสนา)ขณะที่การปกครองส่วนกลางอยู่ในความดูแลของพระเถระไม่ถึง 30 รูปซึ่งมาจากการแต่งตั้ง การบริหารส่วนภูมิภาคก็รวมศูนย์อยู่ที่เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งรับผิดชอบกิจการทั้งหลายในพื้นที่แต่ผู้เดียว ไม่ได้ทำงานเป็นคณะ ไม่มิคณะทำงานหรือองค์กรรองรับเพื่อสนับสนุนการบริหารงานและไม,มีองค์กรที่จะสอบทานการทำงาน ในทำนองเดียวกันเจ้าคณะอำ๓อเจ้าคณะตำบล และเจ้าอาวาสก็มีอำนาจสูงสุดในเขตปกครองและวัดของตนแต่ผู้เคยวการรวมศูนย์เช่นนี้นับว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงจะขาดมือไม้หรือกลไกที่สนองงานให้เกิดผลจริงจัง แล้ว ยังขาดการร่วมคิดและโอกาสในการรับรู้ข้อมูลที่หลากหลาย (input) พระสังฆาธิการจำนวนมากงานล้นมือ และหมดเวลาไปกับงานประชุม งานเอกสาร พระหลายรูปที่มืผลงานในพื้นที่ ไม่ว่าในฐานะพระวิปัสสนาจารย์ อาจารย์ปริยัติหรือพระนักพัฒนา เมื่อได้เป็นพระสังฆาธิการแม้ระดับตำบล ก็แทบจะทิ้งงานดังกล่าวไป เพราะถูกงานในระบบราชการสงฆ์ดึงไป ทำให้ห่างเหินจากชมซน หนักเข้าก็คิดแต่จะไต่เต้าเอาดีในทางสมณดักดิ้ ถึงกล่าวได้ว่าระบบราชการของคณะสงฆนีเป็นระบบทีทอนกำลังมาก ไม่เฉพาะพลังงานเท่านันหากยังรวมถึงความคิดสร้างสรรค์ด้วยความสลับซับช้อนของสังคมและความหลากหลายของพู้นเรียกร้องต้องการคณะสงฆ์ที่มีพลวัต เพื่อให้การพระศาสนาเป็นปัจจัยส่งเสริมชีวิตที่ดีงามอย่างสอดคล้องกับยุคสมัย ขายบาร์โหนประกอบง่าย  คณะสงฆ์จะมีพลวัตได้จำต้องมีความรดหยุ่นด้วยการกระจายอำนาจไปยังระดับล่าง พร้อมกับเพิ่มพูนหรือซึมซับรับเอาความริเริ่มสร้างสรรค์ด้วยการเป็ดรับการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ระดับต่างๆให้มากขึ้นะว่ผัวนททท#นน์พระไพศาล ริลาโรดังนั้น แทนที่การปกครองคณะสงฆ์จะมีแต่การสังการจากบนลงล่างจากมหาเถรสมาคมลงสู่วัดทั่วประเทศแต่เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องเปิดช่องให้ความเห็นจากระดับล่างมีผลต่อการทำงานในระดับบนด้วย นโยบายต่าง ๆเช่นนโยบายหรือแผนการดีกษาของคณะสงฆ์ ไม่ควรจะคิดและตัดสินในที่ประชุมมหาเถรสมาคม

(ถ้าจะมี) เท่านั้น หากควรให้พระสงฆ์ทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและกำหนดด้วย แผนหรือนโยบายโดยรวมก็เป็นสิงที่สมควรจะให้พระสงฆ์ทั่วไปได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยเช่นกันในด้านการบริหารก็ควรมีการกระจายออกจากส่วนกลางให้มากขึ้นเพื่อให้คณะสงฆ์ในระดับภูมิภาคและท้องถิ่นทำงานได้คล่องตัวและตอบสนองต่อปัญหาเฉพาะท้องที่ได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้คณะสงฆ์ในระดับล่างมีความใกล้ชิดกับชุมชนหรือท้องที่ของตนยิ่งขึ้น แต่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีการกระจายอำนาจลงไปเป็นลำดับจากจังหวัดลงไปถึงตำบล ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของพระสังฆาธิการทุกระดับ ด้วยการทำงานเป็นคณะ หรือมีคณะกรรมการรองรับ นั่นก็คือว่า นอกจากจะมีเจ้าคณะจังหวัดแล้ว ยังควรมีคณะกรรมการจังหวัด เช่นเดียวกับ'ระดับอำเภอและตำบล คณะกรรมการดังกล่าวเป็นอีกซ่องทางหนึ่งที่จะได้พระสงฆ์มาร่วมทำงาน ซึ่งนอกจากจะแบ่งเบาภาระของเจ้าคณะแล้ว ยังทำให้ได้ความคิดและข้อมูลที่หลากหลาย แน่ละว่ากรรมการในคณะดังกล่าวจะไม่ควรมาจากการแต่งตั้ง บาร์โหนดึงข้อ แต่น่าจะมาจากการเลือกตั้งโดยพระสงฆ์หรือตัวแทนสงฆ์ในเขตปกครองพระสงฆ์หรือตัวแทนสงฆ์ที่มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและผู้บริหารดังกล่าว อาจกระทำโดยผ่านหรือในรูปสภาสงฆ์ ซึ่งควรมีทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติลงมาจนถึงระดับตำบล ความสำคัญของสภาดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่การทำหน้าที่ตรวจสอบหรือถ่วงดุลฝ่ายบริหาร หากน่าจะอยู่ที่การกลั่นกรองและเลือกผู้บริหาร เพื่อให้การบริหารและปกครองคณะสงฆ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ อันจะน่าไปสู่การปรับตัวและแก้ปัญหาอย่างเท่าท้นสถานการณั  เแทรวิน้ทิหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมดังกล่าว ย่อมหมายความว่ามหาเถรสมาคมไม่อาจเป็นอย่างเดิมต่อไปได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่มาจากการแต่งตั้งโดยตัดสินใจในหมู่คนไม่กี่คน และโดยเอาสมณดักดเป็นเกณฑ์ยิ่งกว่าจะคำนึงถึงคุณสมบัติอย่างอื่น    วิธีติดบาร์โหน มหาเถรสมาคมหรือองค์กรบริหารส่วนกลางหากจะพาพระศาสนาไปรอดได้ ต้องมี accountability หรือความรับผิดชอบขึ้นตรงต่อพระสงฆ์โดยรวมมากขึ้น นั่นหมายความว่า ควรมีกรรมการอย่างน้อยก็ครึ่งค่อน (หากไม่ทั้งหมด) ที่มาจากการเลือกตั้งของสภาสงฆ์ระดับชาติ โดยเอาความสามารถเป็นเกณฑ์ยิ่งกว่าสมณดักดื้ และมีวาระการทำงานที่แน่นอน แต่ถ้าหากต้องการคงมหาเถรสามคมในลักษณะเดิมเอาไว้ คือประกอบด้วยพระผู้ทรงสมณดักดระดับสูง มหาเถรสมาคมก็ควรจะเป็นเพียงแค่คณะที่ปรึกษา มีลักษณะอย่างกิตติมดักดิ้ไม่มีอำนาจบริหารหากแต่อยู่ในฐานะที่เคารพลักการะของชาวพุทธทั้งมวลไป ซึ่งก็จะเป็นการเหมาะสมกับกิจนิมนต์ที่ท่านทำอยู่แล้วในทุกวันนี้ ไม่ว่างานเปิดป้าย ฝังลูกนิมิตหรือเปิดงานพุทธาภิเษกในแง่นี้ คณะสงฆ์ไทยสามารถเรียนรูได้หลายอย่างจากคณะสงฆ์พม่าภายใต้!ครงสร้างใหม่ที่เริ่มแต่ปี 2523 คณะกรรมการบริหารการคณะสงฆ์ระดับชาติที่เรียกว่า สภามหาลังฆมหานายกแห่งชาติ (State Sangha MahaNayaka Committee) วิธีโหนบาร์เพิ่มความสูง  ได้รับการเลือกตั้งจากคณะกรรมการอำนวยการกลางแห่งชาติ (State Central Working Committee) สภาลังฆมหานายกแห่งชาติ(สมาชิก 33 รูป) นั้นมีหน้าที่บริหารงานคณะสงฆ์และควบคุมดูการทำงานของคณะกรรมการบริหารระดับจังหวัดลงไป ส่วนคณะกรรมการอำนวยการกลางแห่งรัฐนั้น (สมาชิก 300 รูป) มีหน้าที่กำกับการทำงานของสภาลังฆมหา-นายกแห่งชาติ พร้อมทั้งวางแนวทางให่ไปปฏิบัติ คณะกรรมการ'นี้ถือ'ว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อการคณะสงฆ์ทั้งหมดและขึ้นต่อสภาสงฆ์แห่งชาติ    ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนพระสงฆ์ทั่วประเทศจากทุกนิกาย (รวมประมาณ 1,200รูป) สภาสงฆ์แห่งชาตินี้เป็นผู้เลือกตั้งกรรมการอำนวยการกลางอีกต่อหนึ่งป้นเทก)เ1หรับพฺทธเแduiluinu ะ ว่!ท้วนทเนะaบน'    พระไพศาล วิสาโล    ในระดับส่วนกลาง ยังมีกรรมการอีกชุดหนึ่งเรียกว่า โอวาทจริยาการกซึ่งประกอบด้วยพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ มีหน้าที่ให้คำชี้แนะลังสอนพระสงฆ์ทั่วประเทศโดยผ่านสภาสังฆมหานายกแห่งชาติ

บาร์โหนสำเร็จรูป

Write a comment

Comments: 0